รายละเอียด
ดาวน์โหลด Docx
อ่านเพิ่มเติม
เช่นเดียวกับเรื่องราวของภรรยากาบีร์ คุณจำได้ไหม? ทั้งสองท่านเป็นนักบุญผู้รู้แจ้ง แต่ในฐานะภรรยาและ เทพีแห่งศาสนาฮินดู ที่แท้จริง ท่านจะไม่ มีวันยอมให้ใครเห็น ความยิ่งใหญ่ของท่าน ต่อหน้าสามีอย่างเด็ดขาด เพียงแค่ท่านรู้แจ้งและ เป็นครูบาอาจารย์ก็เพียงพอแล้ว ท่านไม่สนใจที่จะเป็นที่สอง หรือเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ภรรยาชาวฮินดูทุกคน ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นหรอก พวกท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมาก พวกท่านมักจะอยู่บ้าน และทำตามที่ สามีสั่งทุกอย่าง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตั้งแต่สมัยโบราณ เราถึงมีอาจารย์ผู้หญิงน้อยมากเพราะอย่างที่คุณทราบดีว่า วรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่ เกี่ยวกับการปฏิบัติทางจิตวิญญาณนั้น ได้รับการอนุรักษ์และ เคารพนับถืออย่างดีในอินเดีย และปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน ก็มาจากอินเดีย และปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ หลายท่านมาจากดินแดนต่างๆ แต่รากฐานทางจิตวิญญาณ ของพวกท่านมาจากอินเดีย ดังนั้น แน่นอนว่าผู้ชายสอนผู้ชาย และจากนั้นผู้ชายก็ออกไปเผยแพร่ ข่าวดีแก่ผู้ชายคนอื่น ๆ ต่อไป จากนั้นก็เลือกทายาทที่เป็นผู้ชาย เพราะผู้ชายมักถูกมองว่า เกี่ยวข้องกับผู้ชาย ดังนั้น ทายาทก็ควรจะเป็นผู้ชายอีก และวงจรก็ดำเนินต่อไปเช่นนี้ เพราะผู้หญิงฮินดู จะไม่พยายามแสดงออกถึงความมั่นใจ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ของพวกเขาจากภายในหรือภายนอก ถ้ามีอาจารย์อยู่แล้ว ก็มีเพียงพอแล้ว เธอมีความสุขกับการทำจาปาตี ย่างมันฝรั่ง และทำความสะอาดบ้าน ให้แขกที่สามี พามาบ้านเมื่อคุณไปบ้านคนอินเดีย ภรรยาจะเป็นคนทำอาหาร ทำความสะอาด และทำทุกอย่างเพื่อให้ คุณรู้สึกสบาย ในขณะที่ สามีจะปฏิบัติต่อคุณ เหมือนแขกคนสำคัญ พูดคุยกับคุณ และพยายามให้ ความบันเทิงแก่คุณในระดับ สติปัญญาหรือจิตวิญญาณ ภรรยาจะคอยเช็ดเท้า ให้คุณด้วยซ้ำ! เธอจะทำความสะอาดหลังจากที่ คุณทิ้งอาหารไว้บนพื้น และ จัดเตรียมทุกอย่างให้คุณอย่าง สะดวกสบาย เธอจะไม่พูดกับคุณ หากคุณไม่พูดกับเธอก่อน นี่คือคุณสมบัติที่ดี บางประการของสตรีชาวฮินดู ที่ฉันอยากจะ แบ่งปันกับคุณ ซึ่งฉัน ยังไม่สามารถเรียนรู้ได้โชคดีที่ฉันไม่มีสามี ดังนั้น ฉันจึงไม่คิดเรื่องนั้นอีกต่อไป เมื่อฉันได้เรียนรู้คุณสมบัติเหล่านั้น ทั้งหมด มันก็สายเกินไปแล้ว สามีฉัน ไปเลือกอีกคนแล้ว และบางทีทั้งสองคนอาจยังคง ดิ้นรนที่จะเรียนรู้ต่อไป ดังนั้นมันจึงช่วยลดปัญหาและ ประหยัดเวลาของฉันไปได้มาก ตอนนี้ฉันเลยสามารถนั่งตรงนี้ แล้วพูดคุย [เรื่องต่าง ๆ] ที่เป็นสากลกับคุณได้ แล้วคุณคิดอย่างไรล่ะ? ตอนนี้ฉันคงกำลังทำจาปาตี อยู่ในครัวแล้วล่ะ เขาอาจจะนั่งอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าจะบอกอะไรคุณเอาล่ะ งั้น ตอนนี้เรากลับมาที่เรื่องเดิมกัน วิธีการฝึกฝนมากกว่าร้อยวิธี หลังจากที่เทวีได้ถามคำถามที่ มีความหมายลึกซึ้งนี้แล้ว พระศิวะก็ทรงตอบด้วยความรัก แล้วพระองค์เรียกพระนางว่าอะไร? มาถึงคำตอบแรกกันเลยครับ "ผู้เปล่งประกาย!" ว้าว! คุณไม่ได้เรียกฉันแบบนั้นด้วยซ้ำ! คุณเรียกฉันว่าซูมาเท่านั้นนะ "ผู้เปล่งประกาย!" บางทีในอเมริกา คุณมี "พายแอปเปิ้ล" "ซอสมะเขือเทศ" หรือ "เฟรนช์ฟราย" "เฟรนช์ฟรายเคนตักกี้" ในระหว่างที่พูดถึงเรื่องนี้ ฉันมีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง เราควรจะพูดเล่นหรือควรจะ เข้าสู่ขั้นตอนนี้ดี? ล้อเล่นใช่ไหม? โอเค ล้อเล่นนะ เรายังมีเรื่องนั้นให้ต้อง จัดการอีก ไม่ต้องห่วงมีเพื่อนบ้านหลายคน อาศัยอยู่ร่วมกันใน อาคารชุดแห่งหนึ่ง และภรรยาคนหนึ่ง ก็บ่นกับสามีว่า "ดูนี่สิ! สามีของเพื่อนบ้านเราทุกคน เรียกภรรยาด้วยชื่อที่ไพเราะ และโรแมนติกเหลือเกิน และคุณไม่เคยเรียกฉันแบบนั้นเลย" คุณรู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม? ไม่เหรอ? แล้วทำไมคุณถึงหัวเราะล่ะ? อย่าเพิ่งหัวเราะเร็วขนาดนั้น คุณอาจจะร้องไห้ทีหลังก็ได้ หากกรณีนี้เกี่ยวข้องกับคุณ สามีจึงพูดว่า “อะไรนะ? พวกเขาเรียกภรรยาว่าอะไร? ฉันไม่เคยได้ยินอะไรเลย!” ภรรยาจึงกล่าวว่า “คนที่อยู่ บ้านทางขวามือเรา เขาเรียกภรรยา ของเขาว่า ‘พายแอปเปิ้ล’ และคนที่อาศัยอยู่ข้างบ้าน เขาเรียกภรรยาของเขา ว่า 'ดอกซากุระแสนหวาน' คนที่อาศัยอยู่ทางซ้ายของเรา เรียกภรรยาของเขาว่า 'โรสแมรี่'” คุณรู้จักโรสแมรี่ไหม? มันเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมมาก ชนิดหนึ่งที่ใช้ใส่ในอาหาร "อีกคนข้างบ้านถัดไปเขาเรียกเธอ ว่า 'พิซซ่าที่น่ารักของฉัน'" ยังมีอื่น ๆ อีกมากมาย "คนอื่น ๆ ก็เรียกเธอ ว่า 'บอนไซของฉัน' 'บอนไซสุดที่รักของฉัน' ส่วนอีกคนก็เรียกเธอว่า 'โอ้ เพชรของฉัน เพชรที่ไร้ตำหนิของฉัน' และคุณ คุณไม่เคย เรียกฉันด้วยคำหวาน ๆ โรแมนติกแบบนี้เลย!"สามีจึงส่ายหัวแล้ว พูดว่า "ขอโทษนะ แต่คน ที่อยู่บ้านทางขวามือน่ะ เขาเป็นคนทำขนมปัง และคนที่อยู่ข้าง ๆ เขา..." เขาเรียกเธอว่าอะไร? "ดอกซากุระ" เหรอ? โอเค "เขาเป็นคนทำสวน เขาปลูกซากุระ เขาเป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนคนทางซ้ายเรียก ภรรยาว่า 'โรสแมรี่' เขาขายสมุนไพร!” พวกสมุนไพรน่ะ! "ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น เรียก ภรรยาของตนว่าเพชร เพราะ เขาเป็นช่างทำเครื่องประดับ ฉันเป็นช่างซ่อมรองเท้า ฉันคงเรียกคุณว่า 'รองเท้าพัง' ไม่ได้หรอก" ใช่ ดีแล้วที่เขา ไม่ได้เป็นช่างทำโลงศพ เพราะคุณก็รู้... "โลงศพแข็ง ๆ ของฉัน" คุณรู้ไหม ที่ที่ เขาฝังศพคนตายน่ะ? “โลงศพแข็งทึบ” ดังนั้นอย่าบังคับ สามีของคุณมากเกินไป ในกรณีที่เขาไม่ได้ประกอบอาชีพที่ เหมาะสมที่จะตั้งชื่อที่ไพเราะ ที่สุดให้คุณตามที่คุณปรารถนา แต่คุณสามารถบอกสามีของคุณ ให้เรียนรู้จากพระศิวะ เทพแห่งการทำลายล้างได้เอาล่ะ พระศิวะทรงมีทัศนคติที่เปิดกว้างมาก พระองค์ทรงสวมเครื่องประดับรูป (ชาว) งู และสิ่งต่าง ๆ รอบพระกร และทรงเลือกอวัยวะเพศของมนุษย์ เป็นสัญลักษณ์ของพลัง แห่งการสืบพันธุ์สากล แต่ที่จริงแล้วพระองค์หมายถึงสิ่งนี้ คือ โลกทั้งใบถูกสร้างขึ้น โดยพลังแห่งการสร้างสรรค์ นั่นไม่ใช่สัจธรรม ที่นี่ไม่ใช่ที่พำนักสูงสุด ของมนุษย์หรือดวงวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ พลังแห่ง การสร้างสรรค์ซึ่งก่อกำเนิดจักรวาล เกิดขึ้นผ่านทางมายา ดังนั้น ในสมัยโบราณ การที่พระองค์ จะทรงพูดถึงมายาและความคิดสร้างสรรค์ นั้น พระองค์ต้องใช้สิ่งที่ ไม่สุภาพอย่างยิ่ง เช่น อวัยวะ เพศชาย เพื่อให้ผู้คนในสมัยนั้น เข้าใจสิ่งที่พระองค์หมายถึง ในเวลานั้น พระองค์จะทรงสนทนา เชิงปรัชญากับพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ผู้คนรู้จัก มีเพียงสิ่งที่หยาบกระด้าง ดั้งเดิม และเรียบง่าย เป็นตัวอย่างที่พบได้ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น?ในแต่ละยุคสมัย อาจารย์จะต้องดำรงชีวิต สั่งสอน และทำให้ ผู้คนเข้าใจตามระดับ ความรู้และพัฒนาการของ ผู้คนในแต่ละช่วงเวลา คุณควรเข้าใจอย่างชัดเจน ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบและถาม ว่าทำไมโมเสสจึงอนุญาตให้ผู้คน ฆ่า (ชาว) แพะ ในขณะที่ท่าน [อนุตราจารย์] อาจารย์ชิงไห่กล่าวว่า “ไม่! ไม่! ไม่! ไม่ได้!” ตอนนี้เราไม่ต้องพูดแบบ นั้นอีกแล้ว เพราะไม่มีใคร ฆ่ากันเองอีกแล้ว อย่าฆ่า แม้แต่ (ชาว) หมู อย่าฆ่า แม้แต่ (ชาว) ไก่ เพราะคงไม่จำเป็นต้องบอก พวกเขาอีกต่อไปแล้วว่าอย่าฆ่า มนุษย์เพื่อบูชายัญ ไม่ใช่ในไต้หวัน (ฟอร์โมซา) หรือในสถานที่ต่าง ๆ ที่ฉันเคยไป เทศนาสั่งสอน ใช่ไหม? โอเคดังนั้น คำตอบแรกที่ พระศิวะทรงมอบให้แก่พระชายา พระสหาย คู่ครองตลอดชีพของพระองค์ คือ “ผู้เปล่งประกาย!” หากคุณต้องการสัมผัส ประสบการณ์แห่งการรู้แจ้ง คุณสามารถตั้งสมาธิระหว่าง ลมหายใจทั้งสองครั้งได้" ระหว่างลมหายใจออก และลมหายใจเข้า ในช่วงเวลาระหว่างนั้น คุณจะได้รับประโยชน์ จากการรู้แจ้ง แน่นอน สิ่งที่พระองค์หมายถึง ก็คือ คุณต้องมีสมาธิ เมื่อคุณอาจจะ... เพราะในชีวิตประจำวัน นี่ไม่ใช่เพียงวิธีการเดียวเท่านั้น ถึงแม้คุณจะทำอย่างนั้นได้ แต่เราควรใช้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด 112 [วิธี] เราควรใช้มันในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ เรามีสมาธิมากขึ้น ดังนั้น บางครั้ง หากคุณจำได้ ฉันก็เคยสอนคุณว่า ในระหว่างกิจกรรมประจำวัน คุณควรระลึกถึงศูนย์แห่ง ปัญญาของคุณเสมอ และท่อง พระนาม (ศักดิ์สิทธิ์) ทั้งห้าซ้ำ ๆ แต่หากคุณลืม... แม้แต่ในทุกกิจกรรม คุณก็ ควรมีสมาธิ แต่เป็นเรื่องยาก สำหรับคุณ ดังนั้นคุณ จึงตั้งสมาธิไปที่พระนาม (ศักดิ์สิทธิ์) ทั้งห้า แม้ในขณะที่คุณกำลังทำงานอยู่แต่คุณไม่ควรจดจ่ออยู่กับ การหายใจทางกายภาพ แต่ควรจดจ่อ อยู่กับระหว่างการหายใจ สิ่งที่พระองค์ทรงหมายถึง ระหว่างลมหายใจทั้งสองครั้ง – ครั้งหนึ่งออก และ อีกครั้งหนึ่งเข้า – คือ สิ่งที่ไม่ใช่ลมหายใจ สิ่งที่ไม่หายใจ นั่นคือ สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ นั่นหมายความว่าเราควรระลึกถึง พระเจ้าผู้ทรงอำนาจอยู่เสมอ ผู้ที่ไร้ลมหายใจ สำหรับผู้ที่ ไม่จำเป็นต้องหายใจ ผู้ที่ลมหายใจไม่อาจสัมผัสได้ ฯลฯ ฯลฯ... นี่สำหรับผู้ที่ เข้าใจวิธีการปฏิบัติ อยู่แล้วเท่านั้น จุดประสงค์ไม่ใช่การออกไป สอนสมาชิกทั่วไปของสังคม ให้ฝึกสมาธิระหว่าง ลมหายใจทั้งสอง แน่นอนว่าการมีสมาธิไม่ว่า ในรูปแบบใดก็ย่อมมีประโยชน์ แต่จะมีประโยชน์มากกว่า หากเรารู้ว่าควรมีสมาธิไปที่ใด และจดจ่ออยู่กับอะไร เข้าใจไหม? (เข้าใจค่ะ) โอเคดังนั้น ในชีวิตประจำวันของเรา เรามีงานมากมายที่ต้องทำ บางครั้งจึง เป็นเรื่องยากมากที่จะนึกถึง ศูนย์กลางแห่งปัญญาได้ ดังนั้น ในกรณีที่คุณไม่สามารถทำได้ หรือในกรณีที่คุณต้องมุ่งเน้น ไปที่งานของคุณ ก็ยังมีวิธีที่เราสามารถ เปลี่ยนงานให้เป็นการฝึกฝนได้ นั่นเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีวิธีปฏิบัติถึง 84,000 วิธี และทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอันไหน ที่ไม่ใช่การปฏิบัติ ไม่ใช่ วิถีแห่งการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ และสำหรับพระศิวะ พูดให้สั้นก็คือ พระองค์ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว... พระองค์ทรงระบุวิธีการปฏิบัติธรรมไว้ 84,000 วิธี แต่ทรงลดเหลือ 112 วิธี แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคุณ สำหรับพวกเรา และสำหรับฉันแล้ว ดังนั้น สิ่งที่พระองค์หมายถึงด้วย คำว่า "ระหว่างลมหายใจ" ก็คือ จงจำไว้ จงจำไว้ถึงความไม่มีอยู่ ความไม่มีตัวตนทางกายภาพ ดังนั้น เมื่อคุณนึกขึ้นได้ ฉันบอกคุณว่าอย่า ไปจดจ่ออยู่กับการหายใจ และอย่าไปใส่ใจกับ ความรู้สึกทางกายภาพใน ระหว่างการประทับจิต คุณจำได้ใช่ไหม? โอเคนั่นเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงหมายความเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ตรัส ว่า "จงตั้งสมาธิ จงระลึกถึงหนึ่งเดียว ที่อยู่ระหว่างลมหายใจ" ไม่ใช่ว่าเราจะตั้งสมาธิ เฉพาะระหว่างลมหายใจเท่านั้น เป็นเช่นนั้นมาตลอด เพราะพระองค์อาจทรงกลัวว่าหาก ท่าน ทรงบอก – ฉันเดาเอาเอง หรือฉันอาจคิดผิดก็ได้ เดี๋ยวเราก็จะรู้เอง... เดี๋ยวเราอาจจะอ่านอะไรเพิ่มเติมอีก แล้วฉันจะเล่าให้ฟังอีกที มีหนังสือให้เลือกอ่านมากมาย และ เราเพิ่งเริ่มต้นเล่มแรกเท่านั้นฉันเกรงว่าถ้าคุณจดจ่ออยู่ กับการหายใจ คุณจะทำให้ มันกลายเป็นจังหวะไปเสียแล้ว หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ และต่อมา วันหนึ่งโดยไม่คาดคิด คุณจะได้ประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ สภาวะที่หยุดหายใจ แล้วคุณอาจจะไม่รู้ ว่าจะหันไปหาอะไร เพื่อสร้างสมาธิ เพื่อให้ก้าวไปไกล กว่าจังหวะการหายใจ แล้วคุณก็จะติดอยู่ที่นั่นPhoto Caption: “รักษาภาพลักษณ์ที่ดีของตนเอง แม้ในถิ่นทุรกันดาร”











